การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยหลักการอิสลาม (Islamic Investments in Stock Market)

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

 

การลงทุน ในหุ้นสามัญคืออะไร
หุ้นสามัญ หรือ Common Stock คือ หลักทรัพย์ที่แสดงความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งในบริษัท ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงตามผล ประกอบการของบริษัทและภาวะตลาด การลงทุนในหุ้นสามัญตรงกับหลักการมุซาเราะห์กะฮ์ (Musharakah) ของอิสลาม คือ การเป็นหุ้นส่วน โดยร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อกิจการมีกำไรจะนำผลกำไรมาแบ่งให้กับเจ้าของในรูปแบบของเงินปันผล (Dividend) นอกจากเงินปันผลแล้วมีผลตอบแทนจากการลงทุนคือ กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ (Capital gain) อันเนื่องมาจากการขายหลักทรัพย์ ด้วยราคาที่สูงกว่าราคาทุนที่ซื้อมา อันเนื่องมากจากมีแนวโน้มเป็นกิจการที่ดีและมีกำไรต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นคือการเลือกซื้อหุ้นในกิจการที่ขาดทุนหรือมีแนวโน้มที่ไม่ดี อาจจะทำให้ผู้ถือหุ้นต้องขายหุ้นออกไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนที่ซื้อมาก็เป็นได้ (Capital Loss) ซึ่งเหมือนกับการซื้อขายสินค้าอื่นๆ ด้วยหลักการ มุรอบาฮะห์ (Murabahah) หากสินค้าที่ดี ตลาดมีความต้องการสูงก็สามารถขายได้ด้วยราคาที่สูงกว่าต้นทุน แต่ถ้าหากสินค้าไม่ดี ตลาดไม่เป็นที่นิยมก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะต้องขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนนั้นเอง ซึ่งหลักการของความเสี่ยงจากการค้าขายนั้น สอดคล้องกับหลักการของอิสลามในเรื่องของ Al- ghorm bil ghonm (no reward without risk) ไม่มีผลตอบแทนหากไม่มีความเสี่ยงในธุรกิจ เฉกเช่นเดียวกันการลงทุนธุรกิจต่างๆ

อนึ่งอิสลามห้ามการลงทุนในอนุพันธ์ (Derivative) และทีเฟค(TFEX) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากไม่ได้มีทรัพย์สินจริงรองรับ เป็นแค่การอ้างอิงมูลค่าจากทรัพย์สิน หรือจากหุ้น เท่านั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นการพนันชนิดหนึ่งที่เอาไว้แทงขึ้นหรือแทงลงเท่านั้น นอกเสียจากการใช้อนุพันธ์ (Derivative) และทีเฟค(TFEX) เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างแท้จริง(Hedging) จากการลงทุนในหุ้นสามัญเท่านั้นเพื่อรับผลตอบแทนเป็นปันผลโดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังไม่มีการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบอิสลาม(Islamic Hedging ) ด้วยเหตุผลลดความเสี่ยงในการลงทุนและความจำเป็น(เฏาะรูเราะห์) เท่านั้น

 

กระบวนการคัดกรองหุ้นด้วยกรอบของชะรีอะฮ์ (Shariah Screening Process)
เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จึงไม่มีระบบการคัดกรองหุ้นที่อยู่ในกรอบของชะรีอะฮ์ที่มุสลิมสามารถลงทุนได้มาประกาศแก่สาธารณชนทราบอย่างเช่นในประเทศมุสลิมอื่นๆ เช่นในประเทศมาเลเซีย จะมีการขึ้นเครื่องหมายหลังหุ้นว่า SH ย่อมาจากคำว่า Shariah Compliance เป็นการแสดงว่าหุ้นของบริษัทนี้มุสลิมสามารถลงทุนได้เนื่องจากได้รับการคัดกรองว่าบริษัทดำเนินการอยู่ในกรอบของชะรีอะฮ์ที่มุสลิมสามารถเข้ามาซื้อหุ้นเป็นเจ้าของได้ อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีการว่าจ้างให้ฟุตซี(FTSE) ทำการจัดทำ FTSE SET Shariah Index ขึ้นมาเพื่อเป็นการคัดกรองหุ้นที่อยู่ในกรอบของชะริอะห์เพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศมุสลิมเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกหลักชะริอะฮ์(Shariah) ดังนั้นหากนักลงทุนมุสลิมต้องการที่จะทราบว่าหุ้นตัวใดอยู่ใน FTSE SET Shariah Index ได้ที่ http://www.ftse.com/Indices/FTSE_SET_Index_Series/Index_Reviews.jsp โดยรายชื่อจะมีการทบทวนทุกๆครึ่งปี อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์นักลงทุนสามารถทำการคัดกรองหุ้นด้วยกรอบของชะรีอะฮ์ด้วยตนเองได้ โดยอาศัยหลักการตามลำดับดังต่อไปนี้

screen

1. หาข้อมูลรายงานงบการเงินประจำปีและประจำไตรมาสได้จากเวบไซด์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2.การคัดกรองกิจกรรมการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Business Activity Screening) ว่าไม่ได้ดำเนินการขัดต่อหลักการศาสนาอิสลาม ได่แก่

1)Conventional Financeเช่น ธนาคาร สถาบันการเงินหรือประกันภัยที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจตามหลักศาสนาอิสลาม
2) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (Alcohol)
3) ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับสุกร ซึ่งไม่เป็นอาหารฮาลาล (Halal)
4) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นคาสิโน การพนัน โรงภาพยนตร์ ดนตรี สื่อลามก รวมทั้งธุรกิจโรงแรม
5) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ
6) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจำหน่ายอาวุธ

3. การคัดกรองจากข้อมูลทางการเงิน (Financial ratios screening) เป็นการกำหนดอัตราส่วนทางการเงินขึ้นมาจากการเทียบเคียง (กิยาส) จากหลักฐานกรุอ่านและหะดิษ ซึ่งเป็นไปตามหลักของชะรีอะห์ ซึ่งมี 2 แนวทางที่จะยกตัวอย่าง คือ
หลักเกณฑ์โดย FTSE SET Shariah Index พิจารณาเรื่องโครงสร้างทางการเงินเป็นหลัก โดยมีทัศนะว่าหากมีหนี้สิน ลูกหนี้หรือเงินสด มากกว่าอัตราส่วนกำหนด จะทำให้บริษัทไม่สามารถซื้อขายได้เพราะเหมือนกันการซื้อขายหนี้ หรือเงินสด ซึ่งอาจมีดอกเบี้ยมาเกี่ยวข้อง จึงมีการกำหนดการพิจารณาดังนี้
1) ส่วนของหนี้ (Debt) ต้องน้อยกว่า 33% ของสินทรัพย์รวม (Total assets)
2) ส่วนของเงินสดและดอกเบี้ย (Cash & Interest bearing) ต้องน้อยกว่า 33% ของสินทรัพย์รวม
3) สัดส่วนของบัญชีลูกหนี้และเงินสด (Accounts receivable & cash) ต้องน้อยกว่า 50% ของสินทรัพย์รวม
4) ดอกเบี้ยรวม (Total interest) และรายได้อื่นๆที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม (Non compliant activities income) ไม่ควรเกินกว่า 5% ของรายได้รวม (Total revenue) เนื่องจากอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในธุรกิจที่ไม่ใช่อิสลาม

หลักเกณฑ์โดยตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย(SC Malaysia) พิจารณาเรื่องรายได้ต้องห้าม (non Halal income) เป็นหลักโดย โดยมีทัศนะว่าทรัพย์สิน (Assets) ของบริษัทมีแหล่งเงินทุนมาจากส่วนทุน (Equities) และส่วนหนี้สิน (Liabilities) สอดคล้องกับตามหลักการบัญชีสสากล (Accounting) จึงมีการกำหนดการพิจารณาดังนี้
1) รายได้จากดอกเบี้ย การพนัน สิ่งมึนเมา และสุกร ซึ่งไม่เกิน 5% เนื่องจากเป็นรายได้ที่ต้องห้ามหรือฮารามอย่างชัดเจน
2) รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก และ บุหรี่ เนื่องจากเป็นรายได้ที่หลีกหนี้ได้ยากในสังคมปัจจุบัน (umum balwa) จึงอนุโลมให้ไม่เกิน 10% เช่น บริษัทอาจจะมีการฝากเงินไว้ในธนาคารโดยรายได้จากดอกเบี้ยธนาคารไม่เกิน 10 % เป็นต้น
3) รายได้จากการให้เช่าของบริษัทที่ให้เช่าพื้นที่ โดยที่อาจจะมีพื้นที่ให้เช่าเพื่อขายสิ่งที่ศาสนาอิสลามห้าม เช่น สิ่งมึนเมา สิ่งบันเทิง การพนัน อนุโลมให้ไม่เกิน ไม่เกิน 20% เช่น บริษัทซุบเปอร์มาเก็ต อาจจะมีส่วนที่ให้เช่าเพื่อชายสุรา หรือสิ่งบันเทิง จะต้องมีรายได้จากสิ่งเหล่านี้ไม่เกิน ไม่เกิน 20%
4) รายได้จากสินค้าหรือบริการบางส่วนที่อาจจะผิดหลักศาสนาอิสลามแต่เป็นประโยชน์ส่วนรวม (maslahah mursalah) ในสังคมที่ไม่ได้เป็นประเทศของมุสลิมของการดำเนินงานธุรกิจเช่น โรงแรมหรือรีสอร์ทอาจจะมีรายได้จาก คาราโอเกะ สิ่งบันเทิง ไม่เกิน 25%

KTBST -islamic logo

การลงทุนอิสลาม

หวังว่าที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นทำให้ท่านผู้อ่านได้มีแนวคิดในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แบบอิสลามมากขึ้น และมีความเข้าใจว่าไม่ใช่หุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์นั้นสามารถลงทุนได้โดยไม่มีเงื่อนไข และหวังว่าในอนาคตทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเห็นความสำคัญของการมีเครื่องหมาย SH แบบประเทศมาเลเซียหรือการเปิดเผยข้อมูลหุ้นที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะห์ในระบบของตลาดหลักทรัพย์โดยไม่ต้องเอาไปข้อมูลที่ FTSE เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ เพราะเมื่อมีการเปิด AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะมีการเปิดเสรีทางการเงินรวมถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ภาพมุสลิมไทยประมาณ10 ล้านคน จะเปลี่ยนเป็นภาพ AEC ที่มีประชากรมุสลิมถึง 300 ล้านคน ใน AEC ที่มีความต้องการลงทุนในหุ้นที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม

Signature-isares

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s